มายิ้ม+หัวเราะกันเถอะ5555+

posted on 06 Sep 2008 19:16 by hai-26-yo-yo

  

^^ เราเพิ่งได้เข้าไปศึกษาในเว็บ www.thaihealth.or.th ก็เพิ่งได้รู้ว่าการหัวเราะมันดีอย่างนี้นี้เอง

เลยอยากนำมาเป็นหัวข้อบทความเรื่องใหม่นี้

    เชื่อได้เลยว่าทุกๆคนก็ต้องเคยหัวเราะกันทั้งนั่นจริงใช่ไหมล่ะ จากการที่เราได้ศึกษาข้อมูลมา - -

การ หัวเราะก็เปรียบได้กับยาวิเศษชนิดหนึ่งเลยทีเดียว ช่วยรักษาโรคซึมเศร้า และยังช่วยในด้านหัวใจ

แล้ว ยังทำ ให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย ปัจจุบันตอนนี้มีแต่เรื่องที่เครียดๆกันทั้งนั่น และบางครั้งตัว

เราอาจให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าสุขภาพตัวเองไปแล้ว อยากให้ทุกคนหันมาสนใจสุขภาพและ

รักตัวเองให้มากขึ้นถ้า หากคุณคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแล้วก็อยากให้คุณมาลองหัวเราะกับพวกเรา

ในทุกๆวันหากตัวคุณไม่มีเรื่องให้ขำหรือหัวเราะล่ะก็ลองไปนั่งคุยกับเพื่อนกับพี่กับน้องหรือคนที่ใกล้ตัว

ที่สุดของคุณคือพ่อกับแม่ไม่แน่ ว่าคุณอาจจะได้รู้จักกับความสุขที่แท้จริงก็ได้นะ 

 จริงป่ะล่ะ 555555555+

อีกอย่างนึงนอกจากการหัวเราะจะดีต่อสุขภาพแล้ว

                  การยิ้มยังเพิ่มเสน่ห์ให้คุณได้มากเลยทีเดียวไม่เชื่อก็ลองดูทำดูซิ

   

                                  

                                นอกจากคุณจะทำเพื่อตัวของคุณเองแล้ว

      คุณยังทำให้คนที่รักคุณมีความสุขเมื่อยามที่คุณหัวเราะหรือเพียงแค่มีรอยยิ้มที่มุมปาก

                  เพียงนิดเดียวพวกเขาเหล่านั่นคงมีความสุขและยิ้มไปพร้อมๆกับคุณ

                            ^_________________________________^

                อยากถามคุณว่าวันนี้คุณยิ้มหรือหัวเราะไปบ้างหรือยัง

            

ไทยปรับเวลาใหม่ ให้ตรงกันทั่วประเทศ บังคับใช้ 23 ส.ค.

 

นาฬิกา

จากความเหลื่อมล้ำทางเวลาของไทย จนทำให้ไม่เป็นมาตรฐาน สถาบันมาตรวิทยากระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จึงดำเนินการปรับเปลี่ยนเวลาของไทยให่ทั่วประเทศ เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พล.อ.ต.ดร.เพียร โตท่าโรง ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันมาตรวิทยาฯ จะดำเนินการปรับเปลี่ยนเวลาของประเทศ ไทยใหม่ทั่วประเทศ เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล เพราะที่ผ่านมามาตรฐานเวลาของไทยไม่เคยตรงกัน ซึ่งจะเป็นไปตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เรื่องหลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจร ทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ.2550 ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล ซึ่งจะมีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิด โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ 

โดยกำหนดให้ผู้ประกอบ 4 ประเภท ดังนี้ 

1. ผู้ ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง อาทิ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน โทรศัพท์ เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการเอทีเอ็ม เป็นต้น 

2. ผู้ให้บริการการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาทิ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เจ้าของหอพัก โรงแรม หน่วยราชการ บริษัทต่างๆ เป็นต้น 
3. ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ 
4. ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ตต่างๆ 

 
ทั้งนี้ผู้ให้บริการทั้งหมด ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามตามกฎหมายของกระทรวงไอซีที จะต้องมีโทษปรับประมาณ 1-5 แสนบาท  

   พล.อ.ต.ดร.เพียรกล่าว
อีกว่า
สำหรับประชาชนทั่วไป หากต้องการตั้งเวลาให้เป็นมาตรฐาน ขณะนี้สถาบันมาตรวิทยาฯ ได้ประสานกับกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เพื่อตั้งเวลามาตรฐานสำหรับประเทศไทยแล้ว และกำลังประสานกับกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเทียบเวลาผ่านทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม เพื่อให้ประชาชนเทียบเวลาทางวิทยุเอฟเอ็มได้ แต่ต้องมีตัวสัญญาณรับที่เรียกว่า ไทม์ เซิร์ฟเวอร์ ติดที่นาฬิกาที่ต้องการจะเชื่อมกับสัญญาณเอฟเอ็มด้วย ในส่วนนี้ทางสถาบันมาตรวิทยาฯ จะประสานกับบริษัทที่ผลิตนาฬิกา เพื่อผลิตนาฬิกาพิเศษที่ตรงเวลา และมีความแม่นยำมากที่สุด    

  "การปรับเปลี่ยนเวลาใหม่ครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะทุกคนต้องการความแม่นยำ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูล เรื่องของความมั่นคง เรื่องของสุขภาพ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ พวกสัญญาณดาวเทียม และที่สำคัญงานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยแกะรอยของอาชญากรรม และสามารถใช้เป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำผิดได้ โดยมีเวลาเป็นเครื่องยืนยันการกระทำ เห็นได้ชัดจากกรณีใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลักฐานสำคัญก็มาจากเรื่องของเวลา" พล.อ.ต.ดร.เพียร กล่าว และว่า ที่ผ่านมาเวลาของประเทศไทยไม่มีมาตรฐานแน่นอน และไม่ตรงกัน เห็นได้ชัดเจนที่สุดช่วง 08.00 น. และ 18.00 น. ที่เป็นช่วงเคารพธงชาติ แต่ละจังหวัดเวลาเคารพธงชาติจะไม่เท่ากันเลย แม้กระทั่งฟรีทีวีในบ้านเมืองก็ยังมีเวลาไม่ตรงกัน

                     --------------ขอขอบคุณข้อมูลจาก--------------- 
                        http://hilight.kapook.com/view/27387

 

 

+---*-.สุดยอดสถาปัตยกรรมจีน ต้อนรับโอลิมปิค 2008.*---+

 

เพื่อนๆรู้รึเปล่าว่าประเทศจีนมีสถาปัตยกรรมที่ทุคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

วันนี้เราก็เลยนำมาฝากเพื่อนๆกันลองดูกันเลยว่าจีนมีอะไรดีๆที่ทุกคนต้องอ้าปากค้างกันแน่นอน

ไปกันเลย

^__________________^

รูปที่ 1. สนามบินนานาชาติปักกิ่ง

โอลิมปิค 2008

สนามบินโฉมใหม่ที่มีขนาดกว่า 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกานี้ เป็นฝีมือของผู้ออกแบบสนามบินเช็กแลพก๊อกของฮ่องกงด้วย นั่นคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทาง ที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด
ฟอสเตอร์ ได้แบ่งอาคารที่กว้างขว้างใหญ่โตของสนามบินนานาชาติปักกิ่งออกเป็น 2 ข้าง ทอดตัวจากทิศใต้ไปสู่ทิศตะวันออก เพื่อช่วยลดไอร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่ติดสกายไลท์ให้แสงแดดละมุนละไมได้ฉายส่องเข้ามา พร้อมทั้งใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร กำหนดสร้างเสร็จปี 2007

                    รูปที่ 2. เดอะคอมมูน – กรุงปักกิ่ง 

โอลิมปิค 2008



เดอะคอมมูน (The Commune) เกิดขึ้นตามความตั้งใจของคู่รักนักพัฒนาเรียลเอสเตท จางซิน และพานซื่ออี๋ ที่ลงทุนควักกระเป๋าให้นักสถาปัตย์ชั้นนำชาวเอเชีย 12 คน คนละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเนรมิตเฮาส์คอมเพล็กซ์หรูที่มีกลิ่นอายกำแพงเมืองจีนขึ้น
ปัจจุบัน เดอะคอมมูน เปิดให้บริการแล้วในส่วนที่เป็นโฮเทลบูติค ภายใต้การบริหารของเครือโรงแรมเคมปินสกี้ จากเยอรมนี ซึ่งยังมีโครงการส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก เฟสแรกสร้างเสร็จเมื่อ 2002 และทั้งโครงการจะเสร็จสิ้นในปี 2010

 

รูปที่ 3. ศูนย์กลางการเงินของโลกที่เซี่ยงไฮ้

 



ศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของโลก กำลังจะอุบัติขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ที่เขตการเงินหลู่เจียจุ้ย ในเขตผู่ตง ในรูปโฉมของตึกกระจกสูงเสียดฟ้า 101 ชั้น

Kohn Pedersen Fox Architects ผู้ออกแบบเล่าว่า การสร้างให้ตึกต้านทานแรงลมได้ ถือเป็นความท้าทายของงานนี้ ในที่สุด จึงได้ออกแบบให้ยอดตึกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมเจาะช่องตรงชั้นที่ 100 ซึ่งนอกจากจะปรับเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ยังสามารถบรรเทาแรงลม ลดการแกว่งตัวไปมาของตัวตึกได้ด้วย กำหนดสร้างเสร็จปี 2008

 

รูปที่ 4. สระว่ายน้ำแห่งชาตินครปักกิ่ง  

 

 

สระว่ายน้ำแห่งชาตินี้ สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 โดยมีรูปลักษณ์เหนือจินตนาการคล้าย “ก้อนน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่” ซึ่ง PTW and Ove Arup ออกแบบโดยใช้วัสดุเทฟลอนทำเป็นโครงร่าง เน้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะนำมาใช้เดินเครื่องกรองน้ำเสียของสระน้ำที่ใช้เติมในสระจะถูกกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ฝั่งไว้ใต้ดิน นอกจากนั้น เพื่อให้ดูเหมือนน้ำที่สุด สถาปนิกยังใช้เทคโนโลยีจากงานวิจัยของนักฟิสิกส์จาก Dublin’s Trinity College ที่สามารถทำให้กำแพงอาคารดูเหมือนฟองน้ำที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะทำสระว่ายน้ำแห่งแดนมังกรนี้ดูดีเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังสามารถต้านทานกับแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากแผ่นดินไหวได้ด้วย กำหนดเสร็จปี 2008

 

                       รูปที่ 5. สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งชาติ (CCTV) – นครปักกิ่ง

 

อาคารสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี มีรูปลักษณ์ที่แหวกแนวไปจากตึกระฟ้าทั่วไป โดยเกิดจากสองอาคารที่ตั้งมุมฉากต่อเข้าหากัน มองดูเหมือนอุโมงค์ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยกระจายแรงลมที่ปะทะกับตึกได้เป็นอย่างดี

ตึกใหม่นี้ออกแบบโดย Rem Koolhass และ Ole Scheeren ส่วนวิศวกรผู้คุมงานก่อสร้างคือ Ove Arup กำหนดสร้างเสร็จปี 2008

 

 

รูปที่ 6. Linked Hybid – นครปักกิ่ง

สถาปัตยกรรมแห่งที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ Linked Hybid เป็นที่ตั้งของบ้าน 2,500 หลัง อพาร์ทเม้นท์ 700 ห้อง บนเนื้อที่ขนาด 1.6 ล้านตารางฟุต ถือเป็นตึกใหญ่สุดในโลกที่มีใช้ระบบชีวภาพในการทำความเย็นและให้ความอุ่น เพื่อรักษาอากาศทั้ง 8 ตึกให้คงที่ ในชั้นที่ 20 สร้างเป็นวงแหวน ‘บริการ’ ที่เชื่อมต่อกันทุกตึก ครบครันด้วยบริการต่างๆ ทั้งซักผ้ายันร้านกาแฟ
Steven Holl และ Li Hu ยังออกแบบให้ ฝั่งท่อน้ำสองสายลึกลงไปใต้ดิน 100 เมตร สำหรับให้น้ำไหลเวียน ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกระจายความร้อน และเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าทำน้ำเดือดหรือแอร์ทำความเย็น ขณะเดียวกัน ยังมีระบบบำบัดน้ำเสีย ที่จะรวบรวมน้ำจากห้องครัวและอ่างน้ำทั่วอาคาร มาหมุนเวียนใช้ใหม่ในห้องส้วมกำหนดสร้างเสร็จปี 2008


 

รูปที่ 7. เมืองเศรษฐกิจตงถัน – เจียงซู

เมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ของแดนมังกรอยู่ระหว่างวางแผน คาดว่าเฟสแรกจะเสร็จปี 2010
ออกแบบและพัฒนาโดย ซ่างไห่ อินตัสเทรียล คอร์ป ที่คาดว่าจะมีขนาดเทียบเท่ากับเกาแมนฮัตตัน ตั้งอยู่บนเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน กลางลำน้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ใกล้กับมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2040

รูปที่ 8. สนามกีฬาโอลิมปิก - นครปักกิ่ง

สนามกีฬาหลายแห่งในโลก ออกแบบโดยเดินตามรอยสนามกีฬาชื่อดังของโลก โคลิเซี่ยมแห่งโรม แต่สนามกีฬานานาชาติของ Herzog & de Meuron ในปักกิ่งนี้พยายามที่จะคิดออกแบบใหม่ให้เอื้ออำนวยต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมากขึ้น

สถาปนิกจากสวิสเซอร์แลนด์ Herzog & de Meuron ต้องการที่จะช่องระบายอากาศตามธรรมชาติ ในสนามกีฬาโครงสร้าง 91,000 ที่นั่ง อาจถือได้ว่า เป็นสนามกีฬาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

รูปที่ 9. สะพานตงไห่ – เชื่อมเซี่ยงไฮ้ กับ เกาะหยังซัน

สะพานข้ามทะเลแห่งแรกของจีน ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปี 2005 สะพานดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง ใช้เงินลงทุนราว 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนโครงสร้างหลักมีความยาว 32.5 กิโลเมตร กว้าง 31.5 เมตร มีทางรถวิ่ง 6 เลน และเพื่อความปลอดภัยในการรับมือกับพายุไต้ฝุ่นและคลื่นลมแรง สะพานตงไห่ถูกออกแบบให้เป็นรูปตัวเอส (S) เชื่อมจากอ่าวหลู่หูในเขตหนันฮุ่ยเมืองเซี่ยงไฮ้ ข้ามอ่าวหังโจว ไปยังเกาะเสี่ยวหยังซันในมณฑลเจ้อเจียง ที่ได้วางแผนไว้ให้เป็นท่าเรือการค้าเสรีแห่งแรกของจีน (และจะเป็นท่าคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก) ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2010

 

 

 

รูปที่ 10. โรงละครแห่งชาตินครปักกิ่ง 

ตั้งอยู่กลางนครปักกิ่ง ใกล้กับจัตุรัสเทียนอันเหมิน มีเนื้อที่ 490,485 ตารางฟุต มีกำหนดเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2008 โครงสร้างภายนอกประกอบขึ้นจากกระจกผสมไทเทเนี่ยม ดูคล้ายกับทะเลสาบ

แล้วพบกันใหม่ในโอลิมปิกครั้งหน้าในปี 2012

บ้ายบาย

 

^_______________^

แล้วเจอกัน

ขอขอบคุณ

www.tlcthai.com ค่ะ

cUp B ^^

posted on 17 Aug 2008 00:01 by hai-26-yo-yo

ร้านอาหารนี้มีชื่อว่า.....CuP B เชิญทุกคนทำความรู้จักได้เลย

 

ที่ตั้ง : สยามแสควร์ซอย 3 ชั้น 2 ของร้านหนังสือดอกหญ้า เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
เบอร์โทร : 0-2658-4700-1
เปิดบริการ : ทุกวัน 11.00 - 21.00 น.
ราคาต่อหัว(โดยประมาณ) : 100-200 บาท

แผนที่

Cup B ฟังแค่ชื่ออย่าเพิ่งคิดไปไกลนะคะ Cup หมายถึง ถ้วย ส่วน B มาจากบ้านพระอาทิตย์... ที่อยากแนะนำทุกท่านให้รู้จักกัน

 

Cup B ร้านเล็กๆ ที่อยู่บ้านชั้น 2 ของร้านหนังสือดอกหญ้า สยามสแควร์ซอย 3 ภายในเน้นบรรยากาศที่มีสีสันสดใส ตกแต่งสไตล์ Vintage & Modern สะดุดตากับโคมไฟตุ๊กตาไอเดียสุดเก๋ แอบหรูด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบคลาสสิค ให้เลือกนั่งเมาท์กันที่มุมโซฟา หรือจะนั่งรับลมตรงระเบียงด้านนอก แถมได้มองเด็กสยามฯ กันเพลินๆ

                                

                            ลองมาดูของเรียกน้ำย่อยกันก่อนเลยจ้า

                                                

                                       น่าหม่ำสุดๆ

 

 

                                    เค้กๆของโปรดเยย

 

                        น่ากินอาดิ^^

                       

หลังจากหามุมพักได้ก็สั่ง So Sweet (60 บาท) น้ำฝรั่งผสมสตรอว์เบอร์รี่ปั่นหวานเย็นชื่นใจ หรือจะลอง Italian Soda - Kiwi (60 บาท) น้ำกีวี่โซดา ซ่าๆ หวานๆ ช่วยดับร้อนยามบ่ายได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

 

พอเริ่มหิวสักหน่อย ลองสั่งอาหารว่างจานแนะนำ French Style Chicken Liver Pate + Baquette (80 บาท) ตับบดสูตรฝรั่งเศส+ขนมปังบาแกตต์ ตับไก่บดล้วน ออกรสออกชาติด้วยเครื่องเทศผสมพริกไทยดำ ทาหน้าขนมปังกาแลตต์ รสเปรี้ยวหวาน เจือเผ็ดนิดหน่อยให้คุณอร่อยรองท้องเพลินๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ Egg Sandwich (60 บาท) หรือแซนด์วิชไข่ ที่มีขนมปังแผ่นอบ สอดไส้สลัดไข่ ทานเคียงกับแผ่นมันฝรั่งทอดกรอบ

 

แต่ถ้าชอบทานพวกขนมนมเนย มีเค้กโฮมเมดอร่อยลิ้นอย่าง Mandarin Cake (80 บาท) และ Raspberry Chocolate (80 บาท) นอกจากนี้ยังมีเค้กชนิด ที่ยกขบวนความอร่อยมาให้คุณได้เลือกทานกันตามชอบ... อ๊ะ อ๊ะ เตือนไว้ก่อนนะ ว่าถ้าทานเยอะเกินไป เราไม่รับประกันหากน้ำหนักเพิ่มนะคะ

 

วันนี้พามาเที่ยวสยามสแควร์ เป็นการเอาใจวัยทีนค่ะ สำหรับวัยผู้ใหญ่หรือคนทำงานที่รักการกินเที่ยวก็ไม่ต้องน้อยใจนะคะ ไว้คราวหน้า จะมีร้านพิเศษมาแนะนำกันอีกแน่นอน

 

      ขอบคุณ---- www.bkk.com----^_____^+++++

 

edit @ 18 Aug 2008 23:54:10 by YoYo_26_FoOd